การทำบัญชีรายเดือน คือกระบวนการรวบรวม ตรวจสอบ และบันทึกรายการทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน เช่น รายรับ รายจ่าย การซื้อสินค้า การขายสินค้า ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รายการผ่านธนาคาร รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาษี เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำบัญชีและรายงานทางการเงินของกิจการอย่างเป็นระบบ
สำหรับบริษัทที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ คำว่า “ทำบัญชีรายเดือน” อาจทำให้เข้าใจว่าเป็นเพียงการบันทึกรายรับและรายจ่าย แต่ในทางปฏิบัติการทำบัญชีมีรายละเอียดมากกว่านั้น ตั้งแต่การจัดเตรียมเอกสาร ตรวจสอบความถูกต้อง บันทึกรายการบัญชี กระทบยอดข้อมูล ไปจนถึงการจัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภาษีและการจัดทำงบการเงินประจำปี
ดังนั้น เจ้าของธุรกิจจึงควรเข้าใจว่า การทำบัญชีรายเดือนมีขั้นตอนอะไรบ้าง บริษัทต้องเตรียมเอกสารอะไร และสำนักงานบัญชีคิดค่าบริการจากปัจจัยใด เพื่อให้สามารถวางแผนค่าใช้จ่ายและเลือกสำนักงานบัญชีที่เหมาะสมกับธุรกิจได้
การทำบัญชีรายเดือนคืออะไร?
การทำบัญชีรายเดือน คือการนำรายการทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนมารวบรวม ตรวจสอบ และบันทึกบัญชีตามหลักเกณฑ์ทางบัญชี โดยมีเอกสารประกอบรายการ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย ใบแจ้งหนี้ เอกสารรับเงิน และรายการเดินบัญชีธนาคาร
โดยทั่วไป กระบวนการทำบัญชีรายเดือนอาจประกอบด้วยการตรวจสอบเอกสาร บันทึกบัญชี ตรวจสอบยอดเงินและรายการธนาคาร รวมถึงจัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการยื่นแบบภาษีของกิจการ
สิ่งสำคัญคือ “การทำบัญชีรายเดือน” เป็นคำที่ใช้เรียกกระบวนการทำงานทางบัญชีในแต่ละรอบเดือน ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายกำหนดให้ทุกกิจการต้องจัดทำงบการเงินใหม่ทุกเดือน แต่บริษัทมีหน้าที่จัดให้มีการทำบัญชีและจัดเก็บเอกสารทางบัญชีให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
การทำบัญชีอย่างต่อเนื่องยังช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นข้อมูลทางการเงินได้ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากขึ้น และสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้
บริษัทต้องทำบัญชีทุกเดือนหรือไม่?
คำถามนี้มีคนเข้าใจผิดค่อนข้างมาก เพราะการ “ทำบัญชีรายเดือน” กับ “หน้าที่ตามกฎหมายในการจัดทำบัญชีและงบการเงิน” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
สำหรับบริษัท การจัดทำบัญชีเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย โดยต้องจัดให้มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด และต้องจัดทำบัญชีให้สะท้อนผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของกิจการอย่างถูกต้อง
ในทางปฏิบัติ สำนักงานบัญชีจึงมักแบ่งการทำงานออกเป็นรอบรายเดือน เพื่อให้เอกสารและรายการทางธุรกิจได้รับการบันทึกและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้เอกสารสะสมจนถึงช่วงปิดงบการเงิน
ดังนั้น แม้บริษัทจะไม่มีรายการซื้อขายจำนวนมาก การจัดระบบบัญชีและเอกสารอย่างต่อเนื่องก็ยังมีความสำคัญ เพราะบริษัทอาจมีรายการอื่นที่ต้องตรวจสอบ เช่น ค่าใช้จ่ายธนาคาร ค่าบริการ ค่าใช้จ่ายสำนักงาน เงินเดือน หรือรายการทางการเงินอื่น ๆ
สรุปง่าย ๆ: บริษัทไม่ควรมองการทำบัญชีรายเดือนเพียงว่า “มีกฎหมายบังคับให้ปิดบัญชีทุกเดือนหรือไม่” แต่ควรมองว่าเป็นกระบวนการที่ช่วยให้บริษัทมีข้อมูลบัญชีที่ถูกต้องและพร้อมสำหรับภาษีและการจัดทำงบการเงิน
การทำบัญชีรายเดือนมีขั้นตอนอะไรบ้าง?
ขั้นตอนการทำบัญชีรายเดือนอาจแตกต่างกันไปตามประเภทและขนาดของธุรกิจ แต่โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนสำคัญดังนี้
1. รวบรวมเอกสาร
บริษัทต้องรวบรวมเอกสารที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจในแต่ละเดือน เช่น
- ใบกำกับภาษีซื้อ
- ใบกำกับภาษีขาย
- ใบเสร็จรับเงิน
- ใบแจ้งหนี้
- ใบสำคัญจ่าย
- เอกสารการรับเงิน
- รายการเดินบัญชีธนาคาร
- เอกสารเกี่ยวกับเงินเดือนและค่าใช้จ่ายพนักงาน
- เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรายการทางธุรกิจ
การรวบรวมเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้นช่วยลดปัญหาเอกสารตกหล่นและทำให้สำนักงานบัญชีสามารถตรวจสอบรายการได้ง่ายขึ้น
2. ตรวจสอบเอกสาร
เมื่อได้รับเอกสารแล้ว จะต้องตรวจสอบว่าเอกสารมีข้อมูลครบถ้วนและสอดคล้องกับรายการที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่
ตัวอย่างเช่น ตรวจสอบชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษี จำนวนเงิน วันที่ รายละเอียดสินค้าและบริการ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเอกสารซื้อขายกับหลักฐานการชำระเงิน
ขั้นตอนนี้มีความสำคัญ เพราะเอกสารที่ไม่ครบหรือข้อมูลไม่ถูกต้องอาจส่งผลต่อการบันทึกบัญชีและการจัดทำภาษี
3. บันทึกรายการบัญชี
หลังจากตรวจสอบเอกสารแล้ว จึงนำรายการที่เกิดขึ้นมาบันทึกบัญชีตามประเภทของธุรกรรม เช่น รายได้ ค่าใช้จ่าย ลูกหนี้ เจ้าหนี้ สินทรัพย์ และรายการทางการเงินอื่น ๆ
การบันทึกบัญชีควรสะท้อนรายการที่เกิดขึ้นจริงและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางบัญชีที่เกี่ยวข้อง
4. จัดทำรายงานและตรวจสอบความถูกต้อง
หลังจากบันทึกบัญชีแล้ว ควรมีการตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง เช่น
- ตรวจสอบยอดเงินฝากธนาคาร
- กระทบยอดบัญชีธนาคาร
- ตรวจสอบลูกหนี้และเจ้าหนี้
- ตรวจสอบรายได้และค่าใช้จ่าย
- ตรวจสอบรายการที่ผิดปกติ
- ตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสาร
การตรวจสอบเหล่านี้ช่วยค้นหาข้อผิดพลาดก่อนที่จะสะสมจนส่งผลต่อการปิดงบการเงิน
5. จัดเตรียมข้อมูลสำหรับภาษีที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลจากบัญชีรายเดือนสามารถนำไปใช้ประกอบการจัดทำและยื่นแบบภาษีที่เกี่ยวข้องกับกิจการ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือภาษีประเภทอื่นตามลักษณะธุรกิจและรายการที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาษีแต่ละประเภทมีเงื่อนไขและกำหนดเวลายื่นแบบแตกต่างกัน บริษัทจึงควรตรวจสอบว่าธุรกิจของตนมีหน้าที่เกี่ยวกับภาษีประเภทใดบ้าง
เอกสารที่บริษัทต้องส่งให้สำนักงานบัญชีมีอะไรบ้าง?
เอกสารที่ต้องส่งให้สำนักงานบัญชีขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและรายการที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน แต่โดยทั่วไปควรเตรียมเอกสารสำคัญ เช่น
เอกสารรายรับ
- ใบแจ้งหนี้
- ใบกำกับภาษีขาย
- ใบเสร็จรับเงิน
- หลักฐานการรับเงิน
- รายการขายสินค้าและบริการ
เอกสารรายจ่าย
- ใบกำกับภาษีซื้อ
- ใบเสร็จรับเงิน
- ใบแจ้งหนี้
- ใบสำคัญจ่าย
- หลักฐานการชำระเงิน
เอกสารธนาคาร
- Statement ของบัญชีธนาคารบริษัท
- หลักฐานการโอนเงิน
- หลักฐานการรับชำระเงิน
เอกสารอื่น ๆ
- เอกสารเงินเดือน
- เอกสารเกี่ยวกับพนักงาน
- สัญญาหรือเอกสารประกอบธุรกรรมที่สำคัญ
- เอกสารเกี่ยวกับสินทรัพย์
- เอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับรายการทางบัญชี
หลักสำคัญคือ ควรส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีอย่างครบถ้วนและเป็นระบบ เพราะเอกสารเหล่านี้เป็นหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชีและการจัดทำรายงานทางการเงิน
ถ้าบริษัทไม่มีรายการค้า ยังต้องทำบัญชีหรือไม่?
บริษัทที่ไม่มีรายได้หรือไม่มีรายการซื้อขาย ไม่ได้หมายความว่าสามารถละเลยหน้าที่ด้านบัญชีและการจัดทำงบการเงินได้โดยอัตโนมัติ
ในกรณีที่บริษัทไม่มีรายการค้าหรือไม่มีรายได้ ควรตรวจสอบก่อนว่ามีรายการอื่นเกิดขึ้นหรือไม่ เช่น ค่าธรรมเนียมธนาคาร ค่าบริการ ค่าเช่า เงินเดือน หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพราะรายการเหล่านี้ก็สามารถเป็นรายการทางบัญชีได้
นอกจากนี้ บริษัทที่ยังดำเนินกิจการอยู่ยังมีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดทำบัญชีและงบการเงินตามที่กฎหมายกำหนด แม้ในปีนั้นจะไม่มีรายได้ก็ตาม
ดังนั้น หากบริษัทไม่มีรายได้ ไม่มีรายการซื้อขาย หรือหยุดดำเนินกิจการชั่วคราว ก็ควรแจ้งสำนักงานบัญชีให้ตรวจสอบสถานะของบริษัทและดำเนินการด้านบัญชีและภาษีให้ถูกต้อง แทนที่จะปล่อยให้ไม่มีการจัดการใด ๆ
ค่าทำบัญชีรายเดือนคิดจากอะไร?
ค่าทำบัญชีรายเดือนไม่ได้มีราคามาตรฐานเดียวสำหรับทุกบริษัท โดยสำนักงานบัญชีแต่ละแห่งอาจกำหนดราคาแตกต่างกันตามปริมาณงานและความซับซ้อนของธุรกิจ
ปัจจัยที่มักนำมาพิจารณา ได้แก่
1. จำนวนรายการทางบัญชี
บริษัทที่มีรายการซื้อขายจำนวนมากย่อมมีเอกสารและรายการให้ตรวจสอบมากกว่าบริษัทที่มีรายการน้อย
2. จำนวนเอกสาร
จำนวนใบกำกับภาษี ใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ และเอกสารประกอบอื่น ๆ มีผลต่อเวลาที่ใช้ในการตรวจสอบและบันทึกบัญชี
3. ประเภทของธุรกิจ
ธุรกิจแต่ละประเภทมีความซับซ้อนแตกต่างกัน เช่น ธุรกิจบริการ ธุรกิจซื้อขายสินค้า ธุรกิจนำเข้า–ส่งออก หรือธุรกิจที่มีสินค้าคงเหลือ
4. จำนวนพนักงาน
หากสำนักงานบัญชีต้องดูแลเรื่องเงินเดือน ประกันสังคม และเอกสารที่เกี่ยวข้อง จำนวนพนักงานก็อาจมีผลต่อค่าบริการ
5. ภาษีและบริการที่ต้องจัดการ
บริษัทที่มีภาระภาษีหลายประเภทหรือมีธุรกรรมซับซ้อน อาจมีค่าบริการสูงกว่าบริษัททั่วไป
6. งานอื่นที่รวมอยู่ในค่าบริการ
ควรสอบถามให้ชัดเจนว่าค่าทำบัญชีรายเดือนรวมบริการอะไรบ้าง เช่น การยื่นภาษี การจัดทำเงินเดือน การยื่นประกันสังคม หรือการปิดงบการเงินประจำปี
ค่าทำบัญชีรายเดือนประมาณเท่าไร?
ค่าทำบัญชีรายเดือนในตลาดมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก จึงไม่ควรตัดสินจาก “ราคาถูกที่สุด” เพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างช่วงราคาที่พบได้ทั่วไปอาจเป็นดังนี้
| ลักษณะกิจการ | ค่าทำบัญชีโดยประมาณ/เดือน |
|---|---|
| บริษัทขนาดเล็ก รายการน้อย | 2,500–3,000 บาท |
| บริษัททั่วไป รายการปานกลาง | 3,000–5,000 บาท |
| บริษัทที่มีรายการจำนวนมาก | 5,000 บาทขึ้นไป |
| ธุรกิจที่มีความซับซ้อนสูง | อาจสูงกว่านี้ตามขอบเขตงาน |
หมายเหตุ: ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงช่วงราคาโดยประมาณ ไม่ใช่อัตราค่าบริการที่กำหนดตามกฎหมาย ราคาจริงขึ้นอยู่กับจำนวนเอกสาร ประเภทธุรกิจ จำนวนพนักงาน ภาษี และขอบเขตบริการของสำนักงานบัญชีแต่ละแห่ง
นอกจากนี้ควรถามให้ชัดเจนว่า ราคาที่เสนอรวมค่าปิดงบการเงินและค่าบริการยื่นแบบต่าง ๆ แล้วหรือยัง เพราะบางสำนักงานอาจแยกค่าบริการบางรายการออกจากค่าทำบัญชีรายเดือน
เลือกสำนักงานบัญชีอย่างไร?
การเลือกสำนักงานบัญชีไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาค่าบริการ แต่ควรดูทั้งคุณภาพ ความรับผิดชอบ และขอบเขตงานที่ได้รับ
สิ่งที่ควรสอบถามก่อนตัดสินใจ ได้แก่
1. มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายหรือไม่
ควรตรวจสอบว่าสำนักงานมีผู้ทำบัญชีที่สามารถรับผิดชอบงานของบริษัทได้
2. ค่าบริการรวมอะไรบ้าง
ถามให้ชัดเจนว่ารวมการทำบัญชีรายเดือน การยื่นภาษี การทำเงินเดือน การปิดงบ และงานอื่น ๆ หรือไม่
3. มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอะไรบ้าง
เช่น ค่าปิดงบ ค่าสอบบัญชี ค่ายื่นแบบล่าช้า หรือค่าบริการกรณีมีเอกสารจำนวนมาก
4. มีระบบรับส่งเอกสารอย่างไร
สำนักงานที่มีระบบจัดเก็บเอกสารและติดตามงานที่ชัดเจนจะช่วยลดปัญหาเอกสารสูญหายหรือตกหล่น
5. ให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษีหรือไม่
สำนักงานบัญชีที่ดีไม่ควรทำเพียงบันทึกข้อมูล แต่ควรสามารถอธิบายให้เจ้าของกิจการเข้าใจว่าตัวเลขทางบัญชีและภาษีมีผลต่อธุรกิจอย่างไร
6. ติดต่อสำนักงานได้สะดวกหรือไม่
เมื่อมีปัญหาเรื่องเอกสาร ภาษี หรือรายการทางธุรกิจ เจ้าของกิจการควรสามารถติดต่อผู้รับผิดชอบได้ง่าย
สรุป
การทำบัญชีรายเดือนคือการจัดการข้อมูลและเอกสารทางบัญชีของบริษัทในแต่ละรอบเดือน ตั้งแต่การรวบรวมเอกสาร ตรวจสอบรายการ บันทึกบัญชี ตรวจสอบความถูกต้อง และจัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภาษี
แม้คำว่า “ทำบัญชีรายเดือน” จะเป็นรูปแบบการทำงานที่ใช้กันทั่วไป แต่บริษัทไม่ควรมองเพียงเรื่องว่าต้องทำบัญชีทุกเดือนหรือไม่ สิ่งสำคัญกว่าคือการจัดทำบัญชีและเก็บเอกสารให้ถูกต้องครบถ้วน รวมถึงปฏิบัติตามหน้าที่ด้านบัญชีและภาษีที่เกี่ยวข้องกับบริษัท
สำหรับค่าใช้จ่าย ค่าทำบัญชีรายเดือนขึ้นอยู่กับจำนวนเอกสาร ปริมาณรายการ ประเภทธุรกิจ จำนวนพนักงาน ความซับซ้อนของภาษี และขอบเขตบริการของสำนักงานบัญชี ดังนั้นก่อนเลือกสำนักงานบัญชีควรเปรียบเทียบทั้งราคาและสิ่งที่ได้รับ ไม่ควรเลือกจากราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว
หากบริษัทมีระบบบัญชีที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยให้เจ้าของกิจการติดตามฐานะการเงิน วางแผนภาษี และเตรียมข้อมูลสำหรับการจัดทำงบการเงินประจำปีได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
ให้ SmartAcc ดูแลบัญชีและธุรกิจของคุณตั้งแต่วันแรก
หากคุณกำลังวางแผนเริ่มต้นธุรกิจ SmartAcc Accounting & Audit Co., Ltd. พร้อมให้บริการครบวงจร ทั้งจดทะเบียนบริษัท แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลบริษัท รับทำบัญชีรายเดือน ยื่นภาษี และตรวจสอบงบการเงิน โดยทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด
📌 แอดไลน์ : @smartacc
📞 095-814-4519
📞 081-296-6739
📞 082-971-9614

